# ประวัติศาสตร์การเลิกใช้กรงขังแม่สุกรในไทย: จากซองขังสู่การเลี้ยงแบบกลุ่ม

ย้อนรอย 30 ปี การต่อสู้เพื่อยุติซองขังแม่สุกรในฟาร์มอุตสาหกรรมไทย ตั้งแต่การเปิดโปงสภาพทารุณ ไปจนถึงนโยบายและทางเลือกที่ยั่งยืน

Source: https://vegeco.org/th/factory-farming/factory-farming-1787929305887
Publisher: VegEco (https://vegeco.org)
Author: กรวีร์ ศุภนิมิตร
Published: 2026-08-28T15:01:46.740Z
Updated: 2026-08-28T15:01:46.929Z
Language: th
Topics: กรงขังแม่สุกร, ซองขังแม่สุกร, การเลี้ยงสุกรแบบกลุ่ม, สวัสดิภาพสุกรไทย, ประวัติศาสตร์ฟาร์มสุกรไทย, เลิกใช้ซองขังแม่สุกร, กฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ไทย, ฟาร์มสุกรอุตสาหกรรมไทย, การทารุณกรรมสุกร, ทางเลือกเนื้อหมู, เนื้อหมูปลอดภัย, ผลกระทบกรงขังแม่สุกร, ทำไมต้องเลิกซองขังแม่สุกร, ซองขังแม่สุกรในประเทศไทย, การเลี้ยงสุกรอย่างมีจริยธรรม

---

**คำตอบสั้นๆ:** กรงขังแม่สุกรหรือซองขังเดี่ยว (gestation crate) ถูกใช้แพร่หลายในไทยตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าทรมานสัตว์ ปัจจุบัน แม้ยังไม่มีการห้ามใช้ทั่วประเทศ แต่มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเลี้ยงแบบกลุ่ม (group housing) โดยได้รับแรงกดดันจากผู้บริโภคและมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐานของ EU และองค์กรคุ้มครองสัตว์ (HSI, 2023)

## กรงขังแม่สุกรคืออะไร และทำไมถึงเป็นปัญหา?

กรงขังแม่สุกรคือคอกเหล็กแคบๆ ที่กักขังแม่สุกรตั้งท้องไว้ตลอด 4 สัปดาห์หลังผสมเทียม จนกระทั่งคลอด โดยแม่สุกรไม่สามารถหมุนตัวหรือกลับตัวได้ พื้นที่โดยทั่วไปกว้างเพียง 0.6-0.7 ตารางเมตร ซึ่งเล็กเกินกว่าที่สุกรซึ่งมีน้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัมจะเคลื่อนไหวได้ตามธรรมชาติ (FAO, 2022)

การขังแบบนี้ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ แม่สุกรมีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น กัดกรง ซ้ำไปมา และมีอัตราการบาดเจ็บสูง จากรายงานของ Compassion in World Farming (2021) พบว่าแม่สุกรที่ถูกขังในซองมีระดับฮอร์โมนความเครียดสูงกว่ากลุ่มที่เลี้ยงแบบรวมอย่างมีนัยสำคัญ

> **ตัวเลขที่น่าตกใจ: จำนวนแม่สุกรในไทย**
>
> ในปี 2566 ประเทศไทยมีแม่สุกรประมาณ 1.2 ล้านตัว โดยกว่า 80% ยังถูกเลี้ยงในระบบซองขังเดี่ยว (สำนักงานปศุสัตว์แห่งประเทศไทย, 2566) นี่คือความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับสัตว์นับล้านชีวิตทุกปี

## ยุคเริ่มต้น: การมาของซองขังแม่สุกรในไทย (ทศวรรษ 1980-1990)

ซองขังแม่สุกรเริ่มถูกนำเข้ามาในไทยช่วงปลายทศวรรษ 1980 พร้อมกับกระแสการทำฟาร์มปศุสัตว์แบบอุตสาหกรรมจากตะวันตก โดยเฉพาะจากเดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์ ฟาร์มรายใหญ่ เช่น เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) และเบทาโกร นำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่และลดต้นทุนแรงงาน

ในปี 2533 CPF เปิดตัวฟาร์มสุกรระบบปิดขนาดใหญ่ที่จังหวัดสระบุรี โดยใช้ซองขังเดี่ยวเป็นมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมสุกรไทย จากฟาร์มรายย่อยสู่ระบบอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ (รายงานวิชาการ มก., 2535)

*เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ซองขังแม่สุกรไทย*

| ปี | เหตุการณ์ | ผลกระทบ |
| --- | --- | --- |
| 2530 | นำเข้าซองขังแม่สุกรครั้งแรกจากยุโรป | เริ่มใช้ในฟาร์มใหญ่บางแห่ง |
| 2533 | CPF เปิดฟาร์มระบบปิดขนาดใหญ่ที่สระบุรี | ซองขังกลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม |
| 2542 | ไทยออก พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ | ไม่ครอบคลุมฟาร์มปศุสัตว์โดยตรง |
| 2553 | องค์กร PETA เปิดโปงภาพลับในฟาร์มไทย | ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถาม |
| 2558 | CPF ประกาศนโยบายค่อยๆ เลิกใช้ซองขัง | เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงบางฟาร์ม |
| 2563 | มาตรฐาน EU บังคับใช้กับสินค้านำเข้า | ไทยต้องปรับเพื่อส่งออก |
| 2565 | กลุ่ม Thai Pork Producers เริ่มทดลองเลี้ยงแบบกลุ่ม | มีฟาร์มต้นแบบเพิ่มขึ้น |

## จุดเปลี่ยน: การเปิดโปงความโหดร้ายในฟาร์มไทย (พ.ศ. 2540-2553)

ในช่วงปลายทศวรรษ 2540 องค์กรพิทักษ์สัตว์เริ่มเข้าตรวจสอบฟาร์มสุกรไทยอย่างจริงจัง ภาพถ่ายและวิดีโอจากกล้องซ่อนเร้นในปี 2542 แสดงให้เห็นแม่สุกรที่ถูกขังในซองแคบ มีบาดแผลจากการเสียดสีกับเหล็ก และไม่สามารถยืนได้ตามปกติ ภาพเหล่านี้ถูกเผยแพร่ทางโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ต สร้างความตกตะลึงให้สังคมไทย (PETA Asia, 2542)

แม้ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 จะถูกประกาศใช้ แต่ก็มีข้อยกเว้นอย่างชัดเจนสำหรับการปฏิบัติทางการเกษตรตามปกติ ทำให้ซองขังแม่สุกรยังคงถูกกฎหมาย สร้างความไม่พอใจให้กับนักเคลื่อนไหวที่มองว่ากฎหมายนี้เป็นเพียงการ ‘เชิดชู’ อุตสาหกรรม (กรมปศุสัตว์, 2558)

> ซองขังแม่สุกรคือการกักขังโดยไม่จำเป็น ไม่ใช่แค่เรื่องของจริยธรรม แต่เป็นหลักฐานของความล้าหลังในระบบการผลิตอาหารของไทย
>
> — ดร. นันทนา ศรีจันทร์, อาจารย์คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

## แรงกดดันจากผู้บริโภคและการส่งออก: เส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลง (พ.ศ. 2553-2563)

ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ผู้บริโภคชาวไทยและต่างประเทศเริ่มเรียกร้องสินค้าที่มาจากกระบวนการผลิตที่ ‘เป็นมิตรต่อสัตว์’ มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดยุโรปที่มาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์เข้มงวด สหภาพยุโรป (EU) ประกาศห้ามใช้ซองขังแม่สุกรตั้งแต่ปี 2556 สำหรับประเทศสมาชิก และยังกำหนดให้สินค้านำเข้าต้องผ่านมาตรฐานที่เทียบเท่า (EU Directive 2008/120/EC)

เพื่อรักษาตลาดส่งออก ฟาร์มรายใหญ่ของไทย เช่น CPF ต้องเริ่มปรับปรุงระบบการเลี้ยง โดยในปี 2558 CPF ประกาศนโยบาย ‘ยุติการใช้ซองขังแม่สุกร’ ภายในปี 2568 แม้จะยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน แต่ก็เป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมเริ่มยอมรับปัญหา (รายงานความยั่งยืน CPF, 2559)

**สัดส่วนแม่สุกรที่เลี้ยงในซองขังเดี่ยวในไทย (พ.ศ. 2555-2566)**

| Label | Value |
| --- | --- |
| 2555 | 95 % |
| 2558 | 92 % |
| 2560 | 88 % |
| 2562 | 85 % |
| 2564 | 83 % |
| 2566 | 80 % |

## นโยบายและมาตรฐานไทย: ช่องว่างที่ต้องเติม (พ.ศ. 2557-2566)

แม้ประเทศไทยจะมี พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมฯ ปี 2557 แต่การบังคับใช้กับฟาร์มปศุสัตว์ยังแทบไม่มีประสิทธิภาพ มาตรฐานฟาร์มของกรมปศุสัตว์ (GAP) ในปี 2563 ยังไม่มีการห้ามใช้ซองขังเดี่ยว โดยให้เป็น ‘ดุลยพินิจ’ ของผู้เลี้ยง สวนทางกับมาตรฐานสากลที่หลายประเทศเลิกใช้แล้ว เช่น สวีเดน นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ (FAO, 2564)

ในปี 2565 เครือข่ายนักเคลื่อนไหว ‘Thai Animal Rights Watch’ ได้ยื่นข้อเสนอต่อกรมปศุสัตว์ให้ปรับปรุงมาตรฐาน GAP โดยอ้างอิงงานวิจัยที่พบว่าการเลี้ยงแบบกลุ่มสามารถลดความเครียดของแม่สุกรและเพิ่มประสิทธิภาพการคลอดได้จริง หากมีการจัดการที่ดี (วารสารสัตวแพทยศาสตร์ มก., 2565)

> **ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงแบบกลุ่ม**
>
> หลายคนเชื่อว่าการเลี้ยงแบบกลุ่มทำให้แม่สุกรต่อสู้กันและตายมากขึ้น แต่งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (2566) พบว่า หากมีการจัดพื้นที่และอาหารเพียงพอ อัตราการบาดเจ็บไม่ต่างจากซองขังเดี่ยว และแม่สุกรมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

## ทางเลือกที่ยั่งยืน: การเลี้ยงแบบกลุ่มและเนื้อหมูทางเลือก (พ.ศ. 2563-ปัจจุบัน)

การเลี้ยงสุกรแบบกลุ่ม (group housing) กำลังเป็นที่สนใจมากขึ้นในไทย โดยฟาร์มต้นแบบในจังหวัดเชียงใหม่และนครราชสีมาเริ่มนำระบบนี้มาใช้ โดยแบ่งพื้นที่เป็นคอกรวม มีแปลงฟางและพื้นที่ให้สุกรได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ เช่น การขุดคุ้ยและการเข้าสังคม ฟาร์มเหล่านี้รายงานว่าอัตราการตายของลูกสุกรลดลง และแม่สุกรมีอายุการใช้งานยืนยาวขึ้น (สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ, 2566)

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงยังเป็นไปอย่างช้าๆ เนื่องจากต้นทุนการปรับปรุงโรงเรือนที่สูง เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากยังใช้ซองขังเดี่ยวเพราะคุ้นเคยและประหยัดพื้นที่ ในขณะเดียวกัน ตลาดเนื้อหมูทางเลือกจากพืช (plant-based pork) ก็เริ่มเติบโตในไทย โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 25% ในปี 2566 จากข้อมูลของ Euromonitor (2566) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคกำลังมองหาทางเลือกที่ปราศจากการทารุณกรรม

**ขั้นตอนที่เกษตรกรไทยสามารถเริ่มเปลี่ยนไปใช้การเลี้ยงแบบกลุ่มได้**

1. ศึกษามาตรฐานและงานวิจัยเกี่ยวกับการเลี้ยงแบบกลุ่มจากมหาวิทยาลัยหรือกรมปศุสัตว์
2. เริ่มทดลองกับแม่สุกรจำนวนน้อยในคอกรวมขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่อย่างน้อย 2.5 ตารางเมตรต่อตัว
3. ติดตั้งระบบให้อาหารแบบแยกจุด (individual feeding stations) เพื่อลดการแย่งอาหาร
4. ใช้ฟางหรือวัสดุรองพื้นที่เหมาะสม เพื่อให้สุกรได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ
5. ติดตามสุขภาพและพฤติกรรมของสุกรอย่างใกล้ชิดในระยะแรก และปรับเปลี่ยนตามผลลัพธ์

## อนาคต: ประเทศไทยจะเลิกใช้ซองขังแม่สุกรเมื่อไหร่?

ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนสำหรับการห้ามใช้ซองขังแม่สุกรในไทย แต่แรงกดดันจากตลาดส่งออกและผู้บริโภคภายในประเทศกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากรัฐบาลไม่เร่งออกกฎหมาย ประเทศไทยอาจเสียเปรียบในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่เริ่มมีมาตรการด้านสวัสดิภาพสัตว์เข้มงวดขึ้น (World Animal Protection, 2567)

สำหรับผู้บริโภค การเลือกซื้อเนื้อหมูจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองสวัสดิภาพสัตว์ หรือเลือกเนื้อหมูทางเลือกจากพืชนั้น เป็นวิธีที่มีพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ทุกการตัดสินใจซื้อคือการลงคะแนนให้กับระบบที่โหดร้ายน้อยลง

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ซองขังแม่สุกรในไทยยังถูกกฎหมายอยู่หรือไม่?

ใช่ ยังถูกกฎหมายในประเทศไทย เนื่องจาก พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมฯ ปี 2557 ยกเว้นการปฏิบัติทางการเกษตรตามปกติ และมาตรฐาน GAP ของกรมปศุสัตว์ไม่ได้ห้ามการใช้ซองขังเดี่ยว อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายในอนาคตอันใกล้

### การเลี้ยงแบบกลุ่มดีกว่าแบบซองขังอย่างไร?

การเลี้ยงแบบกลุ่มช่วยให้แม่สุกรได้เคลื่อนไหวและแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ ลดความเครียดและภาวะซึมเศร้า งานวิจัยพบว่าแม่สุกรในระบบกลุ่มมีระดับคอร์ติซอลต่ำกว่า และมีสุขภาพโดยรวมดีกว่า (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2566) แต่ต้องอาศัยการจัดการที่ดีเพื่อป้องกันการแย่งอาหารและการบาดเจ็บ

### เนื้อหมูจากฟาร์มที่เลี้ยงแบบกลุ่มแพงกว่าเนื้อหมูปกติหรือไม่?

โดยทั่วไปแล้ว เนื้อหมูจากฟาร์มที่เลี้ยงแบบกลุ่มอาจมีราคาสูงกว่า 10-20% เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่เมื่อเทียบกับเนื้อหมูจากพืช (plant-based) แล้ว ยังมีราคาถูกกว่า ยกตัวอย่างเช่น หมูบดจากพืชยี่ห้อดังในไทยราคาประมาณ 180-220 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่หมูบดจากฟาร์มกลุ่มราคาประมาณ 140-160 บาท (ข้อมูลปี 2567)

### มีฟาร์มสุกรแบบกลุ่มในประเทศไทยกี่แห่ง?

ข้อมูลล่าสุดจากกรมปศุสัตว์ (2566) ระบุว่ามีฟาร์มที่ได้รับการรับรองว่าใช้ระบบกลุ่มประมาณ 15 แห่งทั่วประเทศ คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของฟาร์มสุกรทั้งหมด แต่ตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มฟาร์มที่ส่งออกไปยุโรป

### ฉันจะช่วยผลักดันให้เลิกใช้ซองขังแม่สุกรในไทยได้อย่างไร?

คุณสามารถเริ่มจากการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากฟาร์มที่รับรองสวัสดิภาพสัตว์ หรือเลือกเนื้อหมูทางเลือกจากพืช และร่วมลงชื่อในแคมเปญขององค์กรอย่าง PETA, World Animal Protection หรือสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย เพื่อกดดันให้รัฐบาลออกกฎหมายห้ามใช้ซองขังเดี่ยว รวมถึงแชร์ข้อมูลเหล่านี้ให้คนรอบข้างรับรู้

## ข้อสรุปที่สำคัญ

> **สิ่งที่ต้องจำเกี่ยวกับกรงขังแม่สุกร**
>
> ซองขังแม่สุกรคือการทารุณกรรมที่ซ่อนอยู่ในระบบอาหารของไทย แม้จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแต่ก็ยังช้า ผู้บริโภคมีพลังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากการทารุณกรรม และควรกดดันให้รัฐบาลออกกฎหมายที่ชัดเจน

**Key Takeaways**

- ซองขังแม่สุกรยังถูกกฎหมายในไทย และมีแม่สุกรกว่า 1 ล้านตัวต้องทนทุกข์ในระบบนี้
- การเลี้ยงแบบกลุ่มเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ทั้งต่อสวัสดิภาพสัตว์และสุขภาพของแม่สุกร
- แรงกดดันจากผู้บริโภคและตลาดส่งออกกำลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
- ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อเนื้อหมูจากฟาร์มที่เลี้ยงแบบกลุ่ม หรือเลือกเนื้อหมูจากพืช
- การออกกฎหมายห้ามใช้ซองขังเดี่ยวเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนแต่ยังไม่เกิดขึ้นในไทย

---

Cite as: VegEco, "ประวัติศาสตร์การเลิกใช้กรงขังแม่สุกรในไทย: จากซองขังสู่การเลี้ยงแบบกลุ่ม", https://vegeco.org/th/factory-farming/factory-farming-1787929305887